Review: NuForce Icon Mobile (a good affordable DAC-AMP for 2012)

****ต้องขอโทษเรื่องการรีวิวด้วยครับ ผมดันทำกล่องและไม้แคะหูหล่นหายไปเสียแล้ว เลยไม่มีภาพกล่องให้ดูนะครับ

สืบเนื่องจากหูฟังตัวปัจจุบันที่เหลือเพียงตัวเดียวของผม Alessandro MS1i เพื่อนยาก ให้ซาวด์ที่ฟังแล้วค่อนข้างสดและจัดไปนิดในบางอารมณ์ของผม


MS1i เพื่อนยากที่ผมเอาน้ำยาล้างเล็บลบตัวอักษรบนเบ้าของมันจนหมด



เคยเป็นไหม บางครั้งฟังหูฟังแล้วรู้สึกเสียงมันสว่างไปนิด บางครั้งก็รู้สึกมันเฉยๆ ด้วยความที่ผมคิดว่ามันสว่างไปนั่นแหละครับ ทำให้ผมสนใจ DAC-AMP ขนาดพกพาตัวนี้

NuForce เป็นแบรนด์อเมริกันครับแต่ made in china ซะส่วนใหญ่ครับ แบรนด์นี้ขายพวกอุปกรณ์ Hi-Fi ทั้งหลายและเคลมว่าตัวเองไฮเอนด์ (ทุกแบรนด์ก็ทำ)

NuForce ขายแต่ของ Hi-End อย่าง ปรีแอมป์ อินทิเกรเต็ดแอมป์ DAC สายสัญญาณ

NuForce ยังขายอุปกรณ์พกพาสำหรับพวกเราชาวหูฟังมากมาย ตั้งแต่หูฟัง ถึง portable DAC-AMP เลยละครับ ช่วงหลังๆเริ่มนอกตอกไปผลิตลำโพงพกพาเพื่อกัดกับ X-mini ด้วยมั้ง

รู้สึกว่าแอบมีความ 3000 กับ OPPO ด้วยครับ ใครสนใจ NuForce เชิญเว็บของทางผู้ผลิตครับ http://www.nuforce.com

ต่อกัน อย่างที่บอกไปครับ หูฟัง MS1i ของผมมันสว่างไปนิดนึงในบางอารมณ์ ผมจึงอยากได้แอมป์ที่ให้เสียงเนื้อหนาๆหน่อยมาลดความสว่างครับ ได้ค้นเว็บเฮียมั่นและจ๊ะเอ๋กับเจ้า NuForce Icon Mobile ตัวนี้

สาย stock ที่แถมมามีทั้ง M2M, USB – Mini USB ถักตัวนำสีเงินเป็นเกลียวๆในฉนวนเดียว แต่ตัวนำไม่น่าจะเป็นเงิน เพราะสายเงินสองเส้นยาวขนาดนี้ราคาคงเกินแอมป์ไป 2 เท่า 55555

กันแต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากได้แอมป์ O2 อันเลื่องชื่อของ NwAvGuy ซึ่งให้เสียงสดคมชัด ผมอยากได้ O2 มากกว่าเพราะมันดูตัวใหญ่ รับประทานพลังงานจากแบตก้อนใหญ่กว่า น่าจะทำอะไรได้ดีกว่า

จึงตัดสินใจไปร้านมั่นคงพันทิปประตูน้ำเพื่อซื้อ O2 แต่ก็ดันได้ NuForce กับมาครับ เพราะของหมดนั่นเอง! ผ่างๆ

เอ้อลืมชี้แจง เจ้า O2 ราคา 5xxx บาทครับส่วน NuForce Icon Mobile (ต่อไปขอย่อว่า NIM) ราคา 4xxx ครับ

NIM เป็น DAC-AMP ใช้ชิปที่รองรับแค่ 16 bit ของ C-Media ครับ ไม่ใช่ Wolfson หรือ Sabre ล่ะครับ แต่อย่าได้ดูถูกมันเพราะชิปและขนาดตัวมันเชียวนะครับ มีช่องต่อหูฟังสองช่อง สำหรับแบ่งภรรยาท่านละครับ 55555555

16bit เป็นขนาดมาตรฐานของ CD ละครับ เพราะฉะนั้นใครจะเอามาเล่น 24bit หรือชื่อเล่นที่ยาวกว่าชื่อจริงๆมากว่า Studio Master นี่บอกได้คำเดียวครับ ท่านพลาดแล้ว NIM มันทำไม่ได้ครับ มันทำได้แค่ 16bit! 5555

การเปิดปิดก็ง่ายมากละครับ ถ้ามีการเสียบมากกว่าสองรูในช่อง Mini input กับ phone output มันจะเปิดครับ ถ้าต่อกับคอมมันก็จะเปิดด้วย แต่เวลาชาร์จมันจะแค่ชาร์จไฟละครับ

ไฟบนสุด แสดงสถานะการทำงานของเครื่อง ไฟดวงที่สองแสดงสถานะ USB ไฟดวงที่สามแสดงการทำงานผ่าน M2M และไฟดวงสุดท้ายแสดงสถานะการชาร์จ

ในกล่องมี

1.สาย USB – mini USB และ M2M ครับ ถักด้วยตัวนำแบบแปลกๆสีเงินๆ แต่ผมเดาว่าไม่ใช่สีเงินแน่นอนแหละ

2.ตัว DAC-AMP ครับ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ตัวใครตัวมันละ

3.ของแสลงของคนไทย ศัตรูคู่ชาติมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเห็บล่ะครับ คู่มือการใช้งานนั่นเอง ผ่างๆ

4.ทาง NuForce กลัวท่านจะเกิดอาการคันหู จึงได้แถมไม้แคะหูให้ละครับ เจ้าไม่แคะหูนี่สามารถเอาไปปรับ gain ของแอมป์ได้ด้วยนะเออ

5.สายรัดถุงแกง เอ้ย สายรัดแอมป์กับเพลยเยอร์ครับ 5555

เริ่มต้นมันจะไม่มีแบตอยู่เลยครับ วิธีชาร์จคือเสียบกับคอมผ่านสาย USB ที่แถมมาหรือเอาสายที่แถมมาเส้นนั้นนั่นแหละ เสียบกับที่ชาร์จโทสับที่เป็นหัว USB เวลาชาร์จครั้งแรกผมชาร์จไป 4 ชม. วงจรชาร์จก็ตัดไฟออกละครับ

หน้าตาเจ้าแอมป์นี่ดูดีทีเดียว ไฟบอกสถานะไม่ค่อยสว่างมากแต่ก็พอมองเห็น ขนาด กxย พอๆกับกล่องบุหรี่ครับ บางน้อยกว่า iPod Classic (ตัวบาง)อยู่ซักนิด

การทดสอบฟังผมขอแบ่งเป็นสองส่วนครับ คือให้มันเป็น DAC-AMP (ต่อจากคอมใช้ USB ที่แถมมา) กับ AMP (ต่อกับไอผอด, ใช้สาย M2M ที่แถมมา)ครับ ทั้งสองรูปแบบการฟัง ผมปรับที่ Low Gain นะครับเพราะหูฟังผมไม่ได้โอห์มสูงมากมาย

ภาค DAC ต่อจาก iMac ผ่าน USB ที่แถมมา

1. ภาค AMP อย่างเดียว เท่าที่ผมลองฟังด้วยเพลงของวง Epica จากอัลบั้ม We Will Take You With Us ผ่าน iPod Classic ตัวบาง แค่เพลงแรก Facade of Reality ตอนท่อนแรกที่มีพวกเสียงเครื่องสายขึ้นบอกได้คำเดียวครับว่าเสียงกลางมันหนาขึ้นทันตา

เสียงกลางไม่พุ่งพล่านมากพูดได้ว่าเป็นกลางที่หนาและสงบเสงี่ยมเจียมตัวครับ สากเสี้ยนลดลงเยอะมากครับ ที่สำคัญคือแบ็คกราวนด์ค่อนข้างเงียบ สเตจแคบลงนิดนึงมาติดกับหูมากขึ้น ข้อดีคือได้รายละเอียดเพิ่มนิดนึงครับ

อาจจะร็อคไม่มันส์เหมือนแต่ก่อนแน่นอนครับ แต่ได้เนื้อเสียงที่ดูอิ่มมีพลังเพิ่มขึ้นมาครับ เบสก็ชัดขึ้น มวลก้อนใหญ่ขึ้น แต่ไม่กระชับมากครับ อันนี้ทำให้ฟังตอนรัวกระเดื่องไม่ค่อยมันส์มาก แต่ถ้าเป็นเพลงร้อง ถือว่ายกระดับให้ MS1i พอควรครับ

ผมต่อด้วยอัลบั้ม Come Away With Me ของ Norah Jones เสียงที่แหบๆนิดของเธอดูมีน้ำนวมขึ้นมา เสียงเปียโนดีดตัวลอยและไม่แห้ง เสียงหนาๆจาก NIM ทำให้นักร้องอเมริกันหน้าตาดูมีเชื้อสายเรดอินเดียนคนนี้ดูตัวอ้วนหน้าอกใหญ่ขึ้นละครับ 55555555

2. ภาค DAC-AMP ใช้ไฟล์เดียวกันกับชุดใน iPod เล่นบน iMac ปี 2007 ผ่าน iTunes ไม่มีปลั๊กอินอะไรทั้งสิ้น เสียงที่ได้คือ.. หนาและมืดครับ 5555 ผมว่ามันหนากว่าต่อผ่าน M2M อีกนะครับ และแบ็คกราวด์เงียบมากกก มืดสนิท เหมือน noise จะลดลงครับ นอกจากนี้ก็เหมือนๆกับต่อ iPod ตรงๆ แต่มิติจะนิ่งกว่าและ noise น้อยกว่า ครับ

MS1i ที่โดนลบตัวอักษรออกด้วยนำ้ยาล้างเล็บ พลาสติกด้านนอกกรอบเพราะโดนกัด แต่ไม่ร่อนออกมา ยอมรับเลยพลาสติกกราโด้เค้าแหล่มจริง

สำหรับรีวิววันนี้ก็คงต้องจบแค่นี้ละครับ เอ้อ แบตอยู่ได้ 6-7 ชม. นะครับ สำหรับวันนี้ขอลาล่ะครับบบบบ

มาซักที Mac App Store

หลังจากรออยู่นาน ตั้งแต่งาน Back to the Mac ที่ท่านศาสดาจ๊อบได้ออกมาโม้ว่าจะมี App Store บนแม็ค

ซึ่งพวกเราก็รอมานาน จนจะตายเป็นซากศพอยู่แล้ว ในที่สุด วันที่ 7/1/11 ก้มีลิงค์ Mac App Store ออกมาในหน้า apple.com

ซึ่งผมที่เพิ่งกลับบ้านมา ตอนแรกก็ยังไม่รู้ แต่ได้อ่าน TL ย้อนหลัง และได้เจอคนทวีตว่า “Mac App Store มาแล้ว”

ผมเลยรีบเปิดเว็บ apple.com และก็เจอลิงค์นั้นจริงๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.apple.com/mac/app-store/ นะครับ

โดยวิธีการอัพเดทให้ Mac OS ของพวกเรามี App Store ก็ไปที่ Software Update นั่นแหละครับ แล้วเลือก Mac OS Update เฉกเช่นในรูปครับ

โดย OS ของเราที่จะมี App Store นั้นคือ Mac OS 10.6.6 ครับ

โดยหลังจากอัพเดท OS เสร็จแล้ว (รีสตาร์ทแล้ว) ก็ให้กดเปิด Mac App Store ขึ้นมา แล้วใส่ Apple ID เข้าไป (ไม่มีก็อดนะจ๊ะ)

เพราะเราต้องจ่ายตังค์ในบางแอพจึงต้องมี Apple ID เป็นตัวคำ้ประกันนั่นเอง (มั่ว XD)

และใน Mac App Store นี้เรายังสามารถลงแอพซำ้ในเครื่องแม็คใหม่ได้ด้วย เช่นไปซื้อ MBA ใหม่มา แล้วอยากได้แอพที่เสียตังค์ไปแล้วมาลง

ก็ทำได้เช่นกัน แต่ต้องอาศัย Apple ID นี่แหละคือสาเหตุที่ต้องใส่ Apple ID ครับ

โดยการจะเปิดโปรแกรมก็ให้เปิดที่ App Store ที่เป็นไอคอนบน Dock ข้างๆ Finder นะครับ

เมื่อกดแล้วก็จะมีโปรแกรมโผล่ขึ้นมา(แหงสิวะ) หน้าตา UI ลำ้ยุคส์แบบนี้

ซึ่งแอพในนี้นั้น ถ้าจะดาวน์โหลดก็จำเป็นต้องมีทั้ง Apple ID, iTunes ID นะครับ สำหรับคนที่มี Apple ID แต่ไม่มี iTunes ID เพราะไม่มีบัตรเครดิต ก็ต้องสมัคร Apple ID ใหม่นะครับ โดยสมัครที่โปรแกรม iTunes เข้า App Store ใน iTunes กดซื้อแอพฟรี แล้วมันจะให้ล็อกอิน ก็ create new account แล้วมันจะมีให้เลือกตรงบัตรเครดิตเป็น None ครับ ที่อยู่ก็กรอกๆ ไป เดี๋ยวได้เอง ขอบคุณวิธีการแก้ปัญหาจาก @abandonphuwan ครับ

โดยเมื่อสมัครเสร็จแล้วก็กลับมาที่ Mac App Store ครับ ให้กด Sign in ด้วย ID ใหม่แล้วก็กดซื้อแอพ, โหลดแอพฟรีไปนะครับ สนุกชั๊ยมั๊ยล่ะ หวังว่าทุกคนจะกดซื้อ, โหลดเป็นนะครับ ไม่ต้องสอน =w= มาดู App Store กันดีกว่า

โดยเมื่อกดเข้าไปที่ชื่อแอพ ก็จะมีเพจรายละเอียดของแอพ เช่น ราคา เรทติ้ง บทวิจารณ์(ซึ่งเราสามารถเขียนเองได้ด้วยเช่นกัน) แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าเราจะเขียนบทวิจารณ์หรือให้เรทติ้ง เราต้องเคยซื้อหรือดาวน์โหลดแอพนั้นก่อน และบทวิจารณ์(รีวิว)ของแอพที่เราจะอ่านนั้น จะเป็นของประเทศที่เราสมัคร Apple ID ไว้นะครับ

นี่คือ Top Charts นะครับ คือโปรแกรมที่ขายดี, เรทติ้งสูง ซึ่งโปรแกรมที่น่าจะอยู่เป็นอันดับต้นๆอยู่แล้วก็คือ Angry Birds เกมกากส์ที่โค-ตะ-ระดัง ขึ้นแท่นเกมอันดับหนึ่งใน 2010 iOS Game มาแล้ว เจือกมาพอร์ตลง Mac อีก สาวกเกมนี้ก็ต้องสอยกันสิครับ อะฮิๆ โดยการแบ่งจะแบ่งเป็น Top Paid (แอพดูดเงินที่เทพที่สุด) กับ Free App (แอพใจดีที่เทพที่สุด)

และข้างๆปุ่ม Top Charts ก็คือ Categories ซึ่งจะเป็นการแบ่งแอพไว้ตามหมวดหมู่เช่น Games, Entertainment, Developer Tools นะครับ เอาไว้หาแอพที่เราต้องการเป็นหมวดหมู่ โดยรูปของแอพที่โชว์อยู่ในแต่ละหมวดนั้น คือแอพที่มียอดดาวน์โหลดเยอะที่สุดนั่นเอง

และปุ่มถัดมาคือ Purcheses (แอพที่โหลดหรือสอยมาแล้วนั่นเอง) ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากตรงนี้

และอันสุดท้ายคือ Updates หรือแอพที่มีการอัพเดทเวอร์ชันต่างๆ ไม่ขอพูดถึงละกันนะครับ จบแล้วครับสำหรับการโชว์ Mac App Store ให้คนใช้วินโดวส์อิจฉาเล่น ไว้ผมเจอแอพดีๆใน Mac App Store (ที่ฟรีนะครับ เพราะผมไม่มีบัตรเครดิต) จะมาบอกกล่าวให้รู้กันนะครับ :D

แนะนำโปรแกรมวาดรูปเจ๋งๆ Scribbles

คงจะดีไม่ใช่น้อย หากเราสามารถเปลี่ยน Mac ของเราเป็นกระดานวาดเขียนได้ด้วยโปรแกรมตัวเล็กๆ

และโปรแกรมนั้นคือ Scribbles (สามารถดาวน์โหลดได้จาก http://www.atebits.com/scribbles/ )
โดยโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมจากค่าย atebits (ที่มีผลงานดังๆอย่าง Tweeties for Mac)
โดยโปรแกรม Scribbles นั้นมีให้ดาวน์โหลดฟรี (Demo Version) และแบบเสียตังค์ซื้อ โดยทั้งสองแบบนี้ต่างกันแค่การเซฟไฟล์
โดยแบบ Demo จะเซฟได้เฉพาะ .ptn เท่านั้น(ฟอร์แมตที่ต้องเปิดด้วยโปรแกรม Scribbles)
ซึ่งหมายความว่าไม่สามารถเซฟเป็น JPEG, png เพื่อไปใช้งานต่อได้ นอกเสียจากเราจะเซฟ Screen Shot (กด command+shift+4) ซึ่งจะให้ความละเอียดตำ่มาก(ผมก็ใช้วิธีนี้อยู่ เพราะผมไม่มีตังค์ซื้อของแท้ T^T)
แต่นั่นไม่ใช้ปัญหาสำหรับคนที่วาดรูปเพื่อเอาไปทำเป็น Avatar ในโลก Social Media
เพราะยังไงซะรูป Avatar ในทวิตเตอร์หรือ FB นั้นก็เล็กเท่าจิ๋มแมวอยู่แล้ว ดังนั้นวางใจซะเถอะ

มาดูการใช้งานกันครับ นี่คือหน้าตาของโปรแกรม Scribbles

และถ้ากดตรงสี่เหลี่ยมด้านล่าทางซ้ายมือมันก็จะมีเอฟเฟกต์สำหรับสำหรับลายเส้นของเราครับ เจ๋งมากๆ

และถ้ากดตรงวงกลมที่เป็นสีๆด้านล่างทางมันก็จะมีสีให้เราเลือกสีสำหรับเส้นที่เราจะวาดครับ

เมื่อผมลองขีดๆดูก็จะออกมาเป็นแบบนี้ครับ

และอย่างที่บอกไปว่าแบบ Demo จะเซฟได้เฉพาะ .ptn เท่านั้น ผมจึงแก้ปัญหาโดยการเซฟ Screen Shot (กด command+shift+4)

ผลออกมาเป็นแบบนี้ครับ

เป็นไงล่ะครับ เจ๋งใช่มั๊ยล่ะ เอาล่ะ ไปโหลดมาเล่นกันโลดที่ http://www.atebits.com/scribbles