Astell&Kern (with JH Audio) Michelle IEMs


I stopped looking for new cans since I’ve got the MS1i, which, if you had read my blog, impressed me really well with its bright balance, sweet and forwarding mids, and quick, controlled, punchy bass. With my preference for rock music, be it skate rock or psychedelic, I found MS1i’s sonic characteristics very appealing.

How ever, almost 5 years later, I felt the need to have a good mobile hi-fi rig. Wearing Grados in streets aren’t cool and when topped with its poor noise isolation, prevents me from taking my MS1i with me when I’m outside. That’s how I started to look for another rock-friendly earphones or earbuds, and that’s how I returned to Head-Fi world after having leaving it and enjoying music with what I have for years, and that’s how I found A&K MichelleIMG_6770.JPG

Name, Construction and Design

A&K Michelle took its name from one of the heaviest track from G n’ R from their very first album, Appetite for Destruction. The eponymous song narrates the life of Slash’s girl-friend. A&K Michelle (from now on, Michelle) was launched as the fifth in AK x JH Audio Siren Series of UIEM, and as of April 2017, only available in the said form factor. Its shell is made utilizing 3D-printing technology and thus achieving very good finish and build quality that leads to good seal. There’s no seal signs present across the (less gigantic than other Siren IEMs) bodies, with dark and shiny finishing that’s as good as a car paint. The shells are also very large compared to most competitors, they still stick out of my ears to these days (it’s like Jerry Harvey’s ear canals are freaking big and wide enough to fit these in). This large shell design however, non-comfort wise, makes room for wider soundstage for a closed-back system. Though exteriors seem good, they’re no comfortable at all. I cant stand listening to these more than 2 hours straight which is good so I won’t be unconsciously deafening myself.

Michelle’s massive size, compared to traditional earbud.

The IEMs came with a leather carry case, with 6 silicone tips of 3 different sizes, and a wax tool. User’s manuals are included of course. The IEMs also came with new twisted silver tinsel cables (one 3.5mm unbalanced and the other is 2.5mm balanced) connected via 2-pin connectors which are absurdly smaller than industry standard.



Michelle and included goodies

Key Features and Important Specs


  • Three-way Design with 3 BA Drivers
  • 13-Ohm Impedance with Unspecified Sensitivity (I assume these IEMs are highly efficient and sensitive just like most other multi-BA IEMs)
  • FreqPhase Tech
  • 2-Pin Connectors





The first thing that had me impressed when compared to MS1i was the powerful, punchy, controlled bass, though a bit bloated and colored. The bass, since it’s more abundant than that of MS1i, has more details than average IEMs. Percussions feel alive and very detailed, I could easily tell the differences between each drum. The next thing that impressed me was the detailed mids especially in the higher regions. With the isolation, the details are easy to capture. With bloated bass, the overall tonal balance is brought to darker shade which make Michelle different than most conventionally-rock sounding IEMs or headphones that are usually bright like Grados or UEs. The mids especially upper mids are where Michelle starts to shine. The mids and vocals, though not very forwarding or flat like those of SE535, is not colored that much, giving realistic vocal presentation. The mids are positioned at center, not at backward nor forward, which is novel for me since the MS1i has already forwarding mids and vocals. The higher mids are tuned very well for rock and metal music. I really love how electronic guitars sound from Michelle. It’s detailed, fun, or simply rocker’s dreams. The separation is also average for three-driver IEMs with every region being separated. There’s no muddling present for the highs and mids though the bloated bass sometimes blurs the lows. The treble extension and details are also acceptable for me, albeit not very impressive for the price. The soundstage has more depth than width and is suitable for rock and metal music. Any wider width for soundstage and the band shape is ruined. The depths are also very vertically arranged as the highs are positioned above then followed by the mids and the lows. Timbres are well present and easily audible. Acoustic guitar strings feel vivid and lively from Michelle.


In conclusion, for a $499 or 19900THB price tag (which is an entry level for JH Audio lineup), this is one of the most rock-sounding IEMs with very different approaches to the sound from the rest Rock-oriented cans( not-so-bright and not-so-flat sonic qualities). The mids aren’t as bright and the highs are not harsh like Grado’s, yet Michelle is still able to make your head move and your toes tap with its powerful bass. Michelle is fun IEMs and should not be used as monitors as its name suggests, it is a pair musical instruments meant to be used when you need some energy. In conclusion, this is a love-it or hate-it pair of earphones. I still don’t understand how this strange sounding earphones (compared to my said preference for Grados and Alessandros) sound so good to my ears, but I do understand why many have suggested it when I asked on my local headphone forum.

ศึกสมาร์ทโฟน VS เพลเยอร์ (Samsung GS3, Xperia Arc s VS iPod Classic 7G, Irivier S100).

เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานานเหลือเกินครับ ว่าระหว่างสมาร์ทโฟนและมิวสิคเพลเยอร์ธรรมดา (ไม่ถึง DAP) อันไหนจะให้เสียงที่ดีกว่ากัน แน่นอนครับ ผมเลยจัดมาหามาทดสอบเท่าที่ผมจะมีละครับ วันนี้ เรามีผู้ท้าชิงแบ่งเป็นสองฝั่ง คือสมาร์ทโฟน และ เพลเยอร์ครับ ส่วนรูปผมจะทยอยๆลงให้ครับ เพราะตอนนี้ขี้เกียจถ่าย

1. มุมแดงสมาร์ทโฟน

Samsung Galaxy S3 (runs Jelly Bean) โทรศัพท์ประจำตัวผมครับ ตัวนี้ใช้ชิพเสียงของ Wolfson ครับ กำลังขับหลายคนบอกว่าน้อย แต่ผมว่าเฉยๆ 555555 หูฟังแถมเสียงค่อนข้างหนานุ่ม

Sony Ericsson Xperia Arc s (runs ICS) สมาร์ทโฟนที่ปลดประจำการไปแล้วของผม ถ่ายรูปสวยมาก ดีไซน์สุดยอด บางและเป็นโทรศัพท์ที่ทำให้ผมมีแฟนครับ หลายคนบอกว่าเสียงทำได้ดีพอๆกับวอล์คแมนกันเลยทีเดียว หูฟังแถมเสียงร็อคสะใจมากครับ แต่ทิ้งไปแล้ว แรม 512MB เป็นข้อจำกัดมากๆของโทรศัพท์ตัวนี้ครับ เพราะเล่นเพลงผ่าน Neutron MP แอพที่ผมใช้ทดสอบแล้วกระตุก

2. มุมน้ำเงินเพลเยอร์ทั่วไป

iPod Classic 7G (160GB ตัวบาง) ไอผอดตัวล่าสุดของผม ผมพยายามคัดไอผอดที่ดีที่สุดมาทดสอบ โดยมี nano 4,5 g และ Classic 7G จากการฟังอยู่นานผมเลือกตัวคลาสสิคครับ ไม่ใช่เพราะเสียงดีกว่า เพราะผมฟังไม่ออกหรอก แต่เลือกเพราะหลายคนบอกดีกว่า 5555555

Iriver S100 เพลเยอร์ระดับบัดเจ็ตจากแดนกิมจิ ค่อนข้างเบา การทำงานเร็วมาก ข้อเสียคือ UI หน่วงๆ เสียงออกแนวฟังสนุกคึกคัก ลงแฟลชเกมส์ได้ด้วยนะเออ

เอาละ แนะนำตัวกันมามากพอแล้ว ถึงเวลาขึ้นชกแล้ว การแข่งเราจะเอาผู้เล่นในมุมเดียวกันมาแข่งกันก่อนเพื่อหาคนที่เก่งที่สุดในแต่ละมุม แล้วจึงเอาสู้กัน

ปล. สมาร์ทโฟนทั้ง S3, Arc s ผมลงแอพ Neutron MP ครับ ไม่ๆด้ใช้เพลเยอร์ของมันเองเพราะเพลงที่ผมใช้ทดสอบส่วนใหญ่เป็น ALAC แล้วเพลเยอร์แถมมันเล่นไม่ได้ – ส่วนการทดสอบกับ Iriver ผมใช้ไฟล์ wav ครับ

ทดสอบสมาร์ทโฟนจากเพลง The Way It Was – The Killers

S3 – ดีมากครับเมื่อเล่นผ่าน Neutron เสียงโดยรวมมีนำ้มีเนื้อ ไม่ได้แห้งมากมาย แต่ไม่หนานุ่มจนเกินไป คือฟังเพลงร็อคยังได้อยู่ว่างั้น เสตจโดยรวมไม่กว้างและไม่แคบ เข้ากับ MS1i ที่สุดในความคิดผม เทียบกับไก่ทอดก็คือ ไก่ทอดที่เนื้อไม่แห้งเกินไป แต่ก็ไม่ชุ่มน้ำมันจนเลี่ยน

Arc S – ทำได้ดีครับ เสียงโดยรวมบางกว่า S3 เบสเก็บตัวเร็วกว่า ฟังแล้วมันส์กว่า แต่บางครั้งจะรู้สึกว่ามันบางและเสียงอยู่ไกลหัวเกินไป โหวงๆเหวงๆ จับรายละเอียดยากกว่านิดหน่อย

S3 VS Arc S สรุป S3 ชนะไป 9 ต่อ 7

ทดสอบเพลเยอร์ด้วยเพลง Me In You – Kings Of Convenience

iPod Classic – ทำได้ดีมากครับในเรื่องรายละเอียดหยุมหยิม สังเกตได้เลยจากเสียงแก่กๆตอนช่วงสิบวินาทีแรกที่หูข้างซ้าย คือเสียงแก่กๆมันไกลจากหัวกำลังพอดี ไม่ใกล้แกนไป และเสียงเครื่องดนตรีก็ทำออกมาหวานนิดๆ ไม่แห้งมาก

Iriver S100 – ด้วยความที่เป็นเพลเยอร์สำหรับฟังเพลงร็อคนิดๆ ผมจึงเห็นว่า Iriver แพ้ไอผอดขาดแน่ถ้าใช้เพลง Me In You จึงเปลี่ยนมาใช้เพลงของ A7X ทดสอบ แต่ก็ยังแพ้อยู่ดี

iPod Classic VS Iriver S100 ชนะไปด้วย 8 ต่อ 6

ต่อไปเป็น S3 VS iPod Classic ครับ ผมเลยจัดด้วยเพลงโปรดของผมที่ฟังทุกคืนด้วยไอผอด (อ่าว? 555) จัดไปครับกับ Dead Boy’s Poem – Nightwish

จากการฟังอยู่นาน ผมขออนุญาตให้เสมอครับ คือมันคนละอารมณ์ครับ ตามนี้

S3 – ได้ความหวานของเสียงนักร้อง เสียงเครื่องดนตรีต่างๆมีรายละเอียดยิบๆยับๆเพราะสเตจไม่ได้กว้างมาก เลยสัมผัสได้ง่ายๆ

iPod – ได้ความโอ่อ่าของเวทีเสียง ช่องไฟต่างๆกำลังดี และเสียงกลองที่บางๆ (ผมชอบเป็นการส่วนตัวครับ)

ใครที่มีความเห็นต่างจากผมต้องขอโทษด้วยคร้าบบบบ ผมแค่เทียบกันตามแบบที่ผมชอบจริงๆ อิๆๆ


Review: NuForce Icon Mobile (a good affordable DAC-AMP for 2012)

****ต้องขอโทษเรื่องการรีวิวด้วยครับ ผมดันทำกล่องและไม้แคะหูหล่นหายไปเสียแล้ว เลยไม่มีภาพกล่องให้ดูนะครับ

สืบเนื่องจากหูฟังตัวปัจจุบันที่เหลือเพียงตัวเดียวของผม Alessandro MS1i เพื่อนยาก ให้ซาวด์ที่ฟังแล้วค่อนข้างสดและจัดไปนิดในบางอารมณ์ของผม

MS1i เพื่อนยากที่ผมเอาน้ำยาล้างเล็บลบตัวอักษรบนเบ้าของมันจนหมด

เคยเป็นไหม บางครั้งฟังหูฟังแล้วรู้สึกเสียงมันสว่างไปนิด บางครั้งก็รู้สึกมันเฉยๆ ด้วยความที่ผมคิดว่ามันสว่างไปนั่นแหละครับ ทำให้ผมสนใจ DAC-AMP ขนาดพกพาตัวนี้

NuForce เป็นแบรนด์อเมริกันครับแต่ made in china ซะส่วนใหญ่ครับ แบรนด์นี้ขายพวกอุปกรณ์ Hi-Fi ทั้งหลายและเคลมว่าตัวเองไฮเอนด์ (ทุกแบรนด์ก็ทำ)

NuForce ขายแต่ของ Hi-End อย่าง ปรีแอมป์ อินทิเกรเต็ดแอมป์ DAC สายสัญญาณ

NuForce ยังขายอุปกรณ์พกพาสำหรับพวกเราชาวหูฟังมากมาย ตั้งแต่หูฟัง ถึง portable DAC-AMP เลยละครับ ช่วงหลังๆเริ่มนอกตอกไปผลิตลำโพงพกพาเพื่อกัดกับ X-mini ด้วยมั้ง

รู้สึกว่าแอบมีความ 3000 กับ OPPO ด้วยครับ ใครสนใจ NuForce เชิญเว็บของทางผู้ผลิตครับ

ต่อกัน อย่างที่บอกไปครับ หูฟัง MS1i ของผมมันสว่างไปนิดนึงในบางอารมณ์ ผมจึงอยากได้แอมป์ที่ให้เสียงเนื้อหนาๆหน่อยมาลดความสว่างครับ ได้ค้นเว็บเฮียมั่นและจ๊ะเอ๋กับเจ้า NuForce Icon Mobile ตัวนี้

สาย stock ที่แถมมามีทั้ง M2M, USB – Mini USB ถักตัวนำสีเงินเป็นเกลียวๆในฉนวนเดียว แต่ตัวนำไม่น่าจะเป็นเงิน เพราะสายเงินสองเส้นยาวขนาดนี้ราคาคงเกินแอมป์ไป 2 เท่า 55555

กันแต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากได้แอมป์ O2 อันเลื่องชื่อของ NwAvGuy ซึ่งให้เสียงสดคมชัด ผมอยากได้ O2 มากกว่าเพราะมันดูตัวใหญ่ รับประทานพลังงานจากแบตก้อนใหญ่กว่า น่าจะทำอะไรได้ดีกว่า

จึงตัดสินใจไปร้านมั่นคงพันทิปประตูน้ำเพื่อซื้อ O2 แต่ก็ดันได้ NuForce กับมาครับ เพราะของหมดนั่นเอง! ผ่างๆ

เอ้อลืมชี้แจง เจ้า O2 ราคา 5xxx บาทครับส่วน NuForce Icon Mobile (ต่อไปขอย่อว่า NIM) ราคา 4xxx ครับ

NIM เป็น DAC-AMP ใช้ชิปที่รองรับแค่ 16 bit ของ C-Media ครับ ไม่ใช่ Wolfson หรือ Sabre ล่ะครับ แต่อย่าได้ดูถูกมันเพราะชิปและขนาดตัวมันเชียวนะครับ มีช่องต่อหูฟังสองช่อง สำหรับแบ่งภรรยาท่านละครับ 55555555

16bit เป็นขนาดมาตรฐานของ CD ละครับ เพราะฉะนั้นใครจะเอามาเล่น 24bit หรือชื่อเล่นที่ยาวกว่าชื่อจริงๆมากว่า Studio Master นี่บอกได้คำเดียวครับ ท่านพลาดแล้ว NIM มันทำไม่ได้ครับ มันทำได้แค่ 16bit! 5555

การเปิดปิดก็ง่ายมากละครับ ถ้ามีการเสียบมากกว่าสองรูในช่อง Mini input กับ phone output มันจะเปิดครับ ถ้าต่อกับคอมมันก็จะเปิดด้วย แต่เวลาชาร์จมันจะแค่ชาร์จไฟละครับ

ไฟบนสุด แสดงสถานะการทำงานของเครื่อง ไฟดวงที่สองแสดงสถานะ USB ไฟดวงที่สามแสดงการทำงานผ่าน M2M และไฟดวงสุดท้ายแสดงสถานะการชาร์จ


1.สาย USB – mini USB และ M2M ครับ ถักด้วยตัวนำแบบแปลกๆสีเงินๆ แต่ผมเดาว่าไม่ใช่สีเงินแน่นอนแหละ

2.ตัว DAC-AMP ครับ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ตัวใครตัวมันละ

3.ของแสลงของคนไทย ศัตรูคู่ชาติมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเห็บล่ะครับ คู่มือการใช้งานนั่นเอง ผ่างๆ

4.ทาง NuForce กลัวท่านจะเกิดอาการคันหู จึงได้แถมไม้แคะหูให้ละครับ เจ้าไม่แคะหูนี่สามารถเอาไปปรับ gain ของแอมป์ได้ด้วยนะเออ

5.สายรัดถุงแกง เอ้ย สายรัดแอมป์กับเพลยเยอร์ครับ 5555

เริ่มต้นมันจะไม่มีแบตอยู่เลยครับ วิธีชาร์จคือเสียบกับคอมผ่านสาย USB ที่แถมมาหรือเอาสายที่แถมมาเส้นนั้นนั่นแหละ เสียบกับที่ชาร์จโทสับที่เป็นหัว USB เวลาชาร์จครั้งแรกผมชาร์จไป 4 ชม. วงจรชาร์จก็ตัดไฟออกละครับ

หน้าตาเจ้าแอมป์นี่ดูดีทีเดียว ไฟบอกสถานะไม่ค่อยสว่างมากแต่ก็พอมองเห็น ขนาด กxย พอๆกับกล่องบุหรี่ครับ บางน้อยกว่า iPod Classic (ตัวบาง)อยู่ซักนิด

การทดสอบฟังผมขอแบ่งเป็นสองส่วนครับ คือให้มันเป็น DAC-AMP (ต่อจากคอมใช้ USB ที่แถมมา) กับ AMP (ต่อกับไอผอด, ใช้สาย M2M ที่แถมมา)ครับ ทั้งสองรูปแบบการฟัง ผมปรับที่ Low Gain นะครับเพราะหูฟังผมไม่ได้โอห์มสูงมากมาย

ภาค DAC ต่อจาก iMac ผ่าน USB ที่แถมมา

1. ภาค AMP อย่างเดียว เท่าที่ผมลองฟังด้วยเพลงของวง Epica จากอัลบั้ม We Will Take You With Us ผ่าน iPod Classic ตัวบาง แค่เพลงแรก Facade of Reality ตอนท่อนแรกที่มีพวกเสียงเครื่องสายขึ้นบอกได้คำเดียวครับว่าเสียงกลางมันหนาขึ้นทันตา

เสียงกลางไม่พุ่งพล่านมากพูดได้ว่าเป็นกลางที่หนาและสงบเสงี่ยมเจียมตัวครับ สากเสี้ยนลดลงเยอะมากครับ ที่สำคัญคือแบ็คกราวนด์ค่อนข้างเงียบ สเตจแคบลงนิดนึงมาติดกับหูมากขึ้น ข้อดีคือได้รายละเอียดเพิ่มนิดนึงครับ

อาจจะร็อคไม่มันส์เหมือนแต่ก่อนแน่นอนครับ แต่ได้เนื้อเสียงที่ดูอิ่มมีพลังเพิ่มขึ้นมาครับ เบสก็ชัดขึ้น มวลก้อนใหญ่ขึ้น แต่ไม่กระชับมากครับ อันนี้ทำให้ฟังตอนรัวกระเดื่องไม่ค่อยมันส์มาก แต่ถ้าเป็นเพลงร้อง ถือว่ายกระดับให้ MS1i พอควรครับ

ผมต่อด้วยอัลบั้ม Come Away With Me ของ Norah Jones เสียงที่แหบๆนิดของเธอดูมีน้ำนวมขึ้นมา เสียงเปียโนดีดตัวลอยและไม่แห้ง เสียงหนาๆจาก NIM ทำให้นักร้องอเมริกันหน้าตาดูมีเชื้อสายเรดอินเดียนคนนี้ดูตัวอ้วนหน้าอกใหญ่ขึ้นละครับ 55555555

2. ภาค DAC-AMP ใช้ไฟล์เดียวกันกับชุดใน iPod เล่นบน iMac ปี 2007 ผ่าน iTunes ไม่มีปลั๊กอินอะไรทั้งสิ้น เสียงที่ได้คือ.. หนาและมืดครับ 5555 ผมว่ามันหนากว่าต่อผ่าน M2M อีกนะครับ และแบ็คกราวด์เงียบมากกก มืดสนิท เหมือน noise จะลดลงครับ นอกจากนี้ก็เหมือนๆกับต่อ iPod ตรงๆ แต่มิติจะนิ่งกว่าและ noise น้อยกว่า ครับ

MS1i ที่โดนลบตัวอักษรออกด้วยนำ้ยาล้างเล็บ พลาสติกด้านนอกกรอบเพราะโดนกัด แต่ไม่ร่อนออกมา ยอมรับเลยพลาสติกกราโด้เค้าแหล่มจริง

สำหรับรีวิววันนี้ก็คงต้องจบแค่นี้ละครับ เอ้อ แบตอยู่ได้ 6-7 ชม. นะครับ สำหรับวันนี้ขอลาล่ะครับบบบบ

[Parody Review] รีวิว(มั่ว)มือถือ Smartphone แห่งปี 2010 “Nokia 1280”

ปี 2010 เป็นปีที่มีคนสนใจสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก OS ที่เติบโตได้ดีที่สุด(ในสายตาของผม)คืน้องกระปู๋เขียว เอ๊ยย กระป๋องเขียวหรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Android นั่นเอง โดยมือถือแอนดรอยด์ที่มีคนสนใจมากก็จะมีอยู่ไม่กี่แบรนด์(ไม่นับแท็บแล็ตนะครับ) ก็คือ HTC, Samsung, LG (กากส์) และล่าสุดในช่วงปลายปีพอดี Nokia ที่เคยออกมายืนยันว่าจะไม่ทำมือถือสมาร์ทโฟนที่ไม่ใช้ OS อื่นนอกจาก Symbian นั้น ก็ทนไม่ไหว เพราะในยุคแบบนี้ไม่มีใครเค้าใช้ Symbian กันแล้วค้าบพี่น้องค้าบ ทำให้ Nokia จนมุมต้องออกมาประกาศข่าวในเดือนพฤศจิกายนว่าจะออก Android Smartphone ออกมาในเดือนธันวาคม ด้วยรหัส 1280

โดยทาง washable และ Analgadget ได้ออกมาเอาภาพหลุดเจ้า Nokia 1280 นี่ออกมาแล้ว หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ


– Android™ 2.7 (TongYod) หรือเจ้าทองหยอดนี่เอง โดยรุ่นนี้มีความสามารถเพิ่งจาก 2.6 (Lug Chup, ลูกชุบ) คือมี Dead Wallpaper

– จอ Super AMOLED ความละเอียด 480 X 800

– CPU Cortex A8 ความเร็ว 1.2 GHz

– ROM/RAM 512/512

– GPU ยังไม่ระบุแน่ชัด

– Sensor มี G-Sensor, Digital compass, Ambient light sensor, Proximity sensor

– Bluetooth 2.2 (FroYo) [เฮ้ย ไม่เกี่ยว]

– กล้อง 14 MP พร้อม LED Flash

– บันทึกวีดีโอ ระดับ 1080p ได้

– Unrechargeable Lithium-ion battery 1400000000000000.875 mAh (ความจุประมาณแบตเตอรี่รถยนต์ครับ โดยเมื่อหมดแล้วไม่สามารถชาร์จได้ แต่ให้ไปซื้อใหม่ตามร้านขายอะไหล่รถยนต์เอานะครับ)

– หน้าจอทัชสกรีนแบบ Untouchable ครับ โดย Nokia อยากให้การทัชหน้าจอนั้นแม่นยำกว่าเจ้าอื่นๆ เลยใช้ Untouchable Screen ครับ โดยแม่นยำกว่ามากเมื่อเทียบกับ Capacitive เพราะเป็นปุ่มจริง

– สามารถบูท OS ได้สองระบบคือ Android และ Symbian (เหมือน Boot Camp ของ OS X นั่นแหละ)

โดนรุ่นนี้ Analgadget คาดว่าจะเปิดตัวด้วยราคาประมาณ 17,xxx บาทครับ

ซึ่งผมในฐานะบล็อกเกอร์พิเศษ ทาง Nokia จึงให้ผมเอาเจ้า 1280 นี้มารีวิวก่อนใครเพื่อนเลยครับ เรามาดูความพิเศษของเจ้า 1280 กันดีกว่าครับ

1. LED Flashlight หรือไฟฉาย LED นั่นเอง โดยเจ้าตัวนี้สามารถใช้เป็นแฟลชในการถ่ายรูปได้ด้วย

2. กล้อง

กล้องของโนเกีย 1280 นั้นมีความพิเศษคือเป็นกล้องแบบรูรีๆครับ โดยเทคโนโลยีนี้จะทำให้ทั้งกล้องและลำโพงรวมกันครับ ทำให้ประหยัดเนื้อที่บนตัวเครื่องขึ้นมากครับ โดยเจ้าขีดๆนั้น Nokia ออกมาการันตีเองว่าไม่มีผลต่อภาพถ่ายครับ :)

นี่คือตัวอย่างรูปถ่ายจาก 1280 นะครับ โดยเจ้านี่มีเอกลักษณ์ด้านกล้องสูงกว่า N8 เรื่องนึงคือ กล้องสามารถปรับค่า f/stop ได้ จากรูปนี้ผมปรับเป็น f/1.8 นะครับ

ส่วนอื่นๆก็เหมือน Android Smartphone ทั่วไปครับ คงไม่ต้องรีวิวหรอกเนอะ สำหรับวันนี้ก็จบแล้วครับสำหรับรีวิวมั่ว Nokia 1280 หวังว่าทุกคนจะไม่กระทืบผมนะ อะฮริส์ๆ

รีวิวมือถือสุดเทพแห่งปี Nokia 1280: สเป็กของเครื่องและเกมในเครื่อง

หลังจากที่ผมได้เขียนบล็อกจากเอนทรี่ที่แล้วไปแล้วนะครับ เรื่องที่ผมซื้อมือถือใหม่ของ Nokia มานะครับ

และในที่สุดผมก็เอามารีวิวตามที่สัญญาไว้แล้วนะครับ ผมจะไม่ขอรีวิวแบบยาวเหยียดแบบที่คนอื่นเขาทำกันนะครับ

(เพราะพวกนั้นเค้ารีวิวมือถือเทพๆเช่น Android Phone เป็นต้น มันเลยต้องรีวิวเยอะหน่อยเช่นการเล่นเกม, บลาๆๆ)

แต่มือถือที่ผมนำมารีวิว เป็นมือถือ(ตำ่กว่า)ทั่วไป ราคาแปดร้อยกว่าบาทครับ ดังนั้นไม่ต้องรีวิวอะไรมากก็ได้เนอะ

งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่านะครับ สำหรับรีวิว Nokia 1280 Smartphone นี่คือหน้าตาของ Nokia 1280 ครับ


1. โทรออกได้ (เหยดดดด)

2. รับสายได้ (เหยดดดดดดดดดดดด)

3. เมมเบอร์ได้ พร้อมกับแสดงรูปประจำตัวของแตละคนได้

4. ดู Call History ได้

5. SMS ได้

6. สามารถฟังวิทยุ FM ได้(เมพที่สุด)


1. จอ Low-class LCD 2 สี (B/W) ความละเอียด 96 x 68 พิกเซล สามารถรับชมภาพยนต์แบบ Full HD ได้

2. OS ไม่ระบุในกล่อง แต่ผมเดาว่า S30

3. มี LED Flash(light) หรือไฟฉายนั่นเอง

4. ปุ่มกดแบบ Capacitive ไม่จำเป็นต้องใช้ Stylus จิ้มปุ่มกดนะครับ :P

ถ้าอยากรู้สเป็กมากกว่านี้เชิญไปดูที่ ครับ

โดยในตอนนี้นั้น Nokia 1280 เป็นมือถือจอขาวดำเครื่องเดียวที่มีขายอยู่ในร้านโนเกียครับ สนนราคาที่ 850 บาท ใครสนใจมือถือธรรมดาๆ ไว้โทรอย่างเดียว และเอาไวใช้งานจุดระเบิดก็เชิญเลยครับๆ

โดยสิ่งที่ผมว่าเจ๋งมากในรุ่นนี้คือไฟฉายครับ มีประโยชน์จริงๆ หลายคนอาจจะคิดว่าไม่มีประโยชน์(ผมก็ด้วย)แต่พอลองใช้ดูปรากฏว่าดีมาก อย่างตอนกลางคืนเวลาผมจะเดินเข้าห้องนำ้ ปกติผมจะใช้จอไอพอดแทนไฟฉ่ยครับ แต่พอมีมือถือเครื่องนี้ก็แทบไม่ต้องใช้เลย นี่ครับ ไฟฉายของมัน (มีรุ้งอยู่รอบๆไฟฉายด้วยเฮ้ย) เป็นหลอด LED นะครับ จะได้ประหยัดไฟ

ในตอนกลางวันจะเห็นว่าไม่ค่อยสว่างนะครับ แต่ตอนกลางคืนนี่สว่างน่าดูเชียวล่ะ โดยการเปิดไฟฉายก็คือ ไปที่ Go to / Flashlight on ส่วนถ้าจะปิดก็ใช้วิธีเดียวกันครับ คือ Flashlight off

และนอกจากไฟฉายแล้วฟีเจอร์อื่นๆก็ยังมีอีกเยอะแยะ เช่นเกมคลาสสิกต่างๆ เช่นเกมสเนคเป็นต้น ซึ่งต้องขอบอกว่าเล่นเกมคลาสสิกๆของโนเกียด้วยเครื่อง 1280 นี่มันส์มาก เพราะมีทั้งระบบสั่น ระบบเสียงที่ดีกว่ารุ่นก่อนๆ และที่สำคัญคือปุ่มควบคุมทิศทางในรุ่นนี้มี 4 ทิศทาง ต่างจากโนเกียรุ่นเก่าๆที่มีแค่ 2 ทิศทาง (ขึ้นลงหรือซ้ายขวา) โอ๊ะ ผมลืมบอกไปว่าโนเกียรุ่นนี้เปิดตัวเมื่อ November 2009 เป็นมือถือรุ่นใหม่นะครับ :D

เอาละมาดูเรื่องเกมกันดีกว่า เกมที่ต้องรีวิวเป็นเกมแรกคือเกมยอดนิยมในมือถือโนเกียทุกรุ่น คือ Snake ครับ


เกมงูอมตะที่ Nokia User ทุกคนต้องเคยเล่น และเกมนี้มันบูมขนาดว่ามีการจัดแข่งขันระดับประเทศเชียวนะครับ (ข้อมูลจาก @darkleonic ครับ) ซึ่งเวอร์ชันสุดท้ายของเกมนี้ในโนเกียรุ่นปุ่มกดคือ Snake 3D ครับ เป็นเกมที่ทำออกมาแล้วแป้กสุดๆครับ ขอยก olo ให้กับ Snake 3D ครับ (เวอร์ชั่นแรกๆนั้นประสบความสำเร็จสูงกว่า Snake 3D อีกนะผมว่า) นี่คือหน้าจออมตะที่ทุกคนต้องเคยเห็น แท่มแท๊มมม

วิธีเล่นเกมนี้คือ (อธิบายไปทำเกี๊ยะอะไรฟะ ในเมื่อมันก็น่าจะเล่นเป็นทุกคนอยู่แล้ว) ใช้ปุ่มกังคับทิศทางน้องงูให้แดรกเจ้าลูกกลมๆเล็กๆไปเรื่อยๆ โดยยิ่งแดรกยิ่งตัวยาวนะครับ ทำให้เป็นอุปสรรคในการเล่น และเมื่อแดรกครบลูกเล็ก 5 ลูก ก็จะได้ลูกใหญ่หนึ่งลูกนะครับ โดยต้องรีบวิ่งไปแดรกลูกใหญ่นะครับ ไม่งั้นมันจะสลายหายไป เกมนี้ผมได้คะแนนสูงสุด 2245 ใครเก๋ามาเจอได้นะครับ คอมเมนท์บล็อกนี้มาก็ได้ จบแว้วฮรัฟสำหรับ Snake

Rapid Roll

เกมที่ต้องใช้ความไวในการตอบสนองของลูกตาสูงมาก โดยการเล่นคือใช้ปุ่มควบคุมทิศทางหรือ 4, 6  ควบคุมเจ้าลูกกลมให้ประคองอยู่บนแท่นรบครับ ถ้าลงช้าไปก็โดนหนามข้างบนทิ่ม ถ้าลงเร็วไปก็ตกตายห่า เล่นแล้วระวังหน่อยนะครับ ตอนนี้ผมเล่นได้ 35xx กว่าๆคะแนนแล้วครับ ใครได้เยอะกว่าผมก็คอมเมนท์บล็อกผมมาได้น่อ มาท้าแข่งกันๆ เอิ๊กๆ

ส่วนเกม Bounce ไม่ขอรีวิวนะครับ เพราะผมไม่เล่น =w=

หมดแล้วครับสำหรับรีวิวเกมในเครื่อง 1280 นี้ แล้วเดี๋ยวจะมารีวิวในส่วนการใช้งานอีกทีนะครับ วันนี้ต้องไปทำการบ้านก่อน =w=

มาซักที Mac App Store

หลังจากรออยู่นาน ตั้งแต่งาน Back to the Mac ที่ท่านศาสดาจ๊อบได้ออกมาโม้ว่าจะมี App Store บนแม็ค

ซึ่งพวกเราก็รอมานาน จนจะตายเป็นซากศพอยู่แล้ว ในที่สุด วันที่ 7/1/11 ก้มีลิงค์ Mac App Store ออกมาในหน้า

ซึ่งผมที่เพิ่งกลับบ้านมา ตอนแรกก็ยังไม่รู้ แต่ได้อ่าน TL ย้อนหลัง และได้เจอคนทวีตว่า “Mac App Store มาแล้ว”

ผมเลยรีบเปิดเว็บ และก็เจอลิงค์นั้นจริงๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ นะครับ

โดยวิธีการอัพเดทให้ Mac OS ของพวกเรามี App Store ก็ไปที่ Software Update นั่นแหละครับ แล้วเลือก Mac OS Update เฉกเช่นในรูปครับ

โดย OS ของเราที่จะมี App Store นั้นคือ Mac OS 10.6.6 ครับ

โดยหลังจากอัพเดท OS เสร็จแล้ว (รีสตาร์ทแล้ว) ก็ให้กดเปิด Mac App Store ขึ้นมา แล้วใส่ Apple ID เข้าไป (ไม่มีก็อดนะจ๊ะ)

เพราะเราต้องจ่ายตังค์ในบางแอพจึงต้องมี Apple ID เป็นตัวคำ้ประกันนั่นเอง (มั่ว XD)

และใน Mac App Store นี้เรายังสามารถลงแอพซำ้ในเครื่องแม็คใหม่ได้ด้วย เช่นไปซื้อ MBA ใหม่มา แล้วอยากได้แอพที่เสียตังค์ไปแล้วมาลง

ก็ทำได้เช่นกัน แต่ต้องอาศัย Apple ID นี่แหละคือสาเหตุที่ต้องใส่ Apple ID ครับ

โดยการจะเปิดโปรแกรมก็ให้เปิดที่ App Store ที่เป็นไอคอนบน Dock ข้างๆ Finder นะครับ

เมื่อกดแล้วก็จะมีโปรแกรมโผล่ขึ้นมา(แหงสิวะ) หน้าตา UI ลำ้ยุคส์แบบนี้

ซึ่งแอพในนี้นั้น ถ้าจะดาวน์โหลดก็จำเป็นต้องมีทั้ง Apple ID, iTunes ID นะครับ สำหรับคนที่มี Apple ID แต่ไม่มี iTunes ID เพราะไม่มีบัตรเครดิต ก็ต้องสมัคร Apple ID ใหม่นะครับ โดยสมัครที่โปรแกรม iTunes เข้า App Store ใน iTunes กดซื้อแอพฟรี แล้วมันจะให้ล็อกอิน ก็ create new account แล้วมันจะมีให้เลือกตรงบัตรเครดิตเป็น None ครับ ที่อยู่ก็กรอกๆ ไป เดี๋ยวได้เอง ขอบคุณวิธีการแก้ปัญหาจาก @abandonphuwan ครับ

โดยเมื่อสมัครเสร็จแล้วก็กลับมาที่ Mac App Store ครับ ให้กด Sign in ด้วย ID ใหม่แล้วก็กดซื้อแอพ, โหลดแอพฟรีไปนะครับ สนุกชั๊ยมั๊ยล่ะ หวังว่าทุกคนจะกดซื้อ, โหลดเป็นนะครับ ไม่ต้องสอน =w= มาดู App Store กันดีกว่า

โดยเมื่อกดเข้าไปที่ชื่อแอพ ก็จะมีเพจรายละเอียดของแอพ เช่น ราคา เรทติ้ง บทวิจารณ์(ซึ่งเราสามารถเขียนเองได้ด้วยเช่นกัน) แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าเราจะเขียนบทวิจารณ์หรือให้เรทติ้ง เราต้องเคยซื้อหรือดาวน์โหลดแอพนั้นก่อน และบทวิจารณ์(รีวิว)ของแอพที่เราจะอ่านนั้น จะเป็นของประเทศที่เราสมัคร Apple ID ไว้นะครับ

นี่คือ Top Charts นะครับ คือโปรแกรมที่ขายดี, เรทติ้งสูง ซึ่งโปรแกรมที่น่าจะอยู่เป็นอันดับต้นๆอยู่แล้วก็คือ Angry Birds เกมกากส์ที่โค-ตะ-ระดัง ขึ้นแท่นเกมอันดับหนึ่งใน 2010 iOS Game มาแล้ว เจือกมาพอร์ตลง Mac อีก สาวกเกมนี้ก็ต้องสอยกันสิครับ อะฮิๆ โดยการแบ่งจะแบ่งเป็น Top Paid (แอพดูดเงินที่เทพที่สุด) กับ Free App (แอพใจดีที่เทพที่สุด)

และข้างๆปุ่ม Top Charts ก็คือ Categories ซึ่งจะเป็นการแบ่งแอพไว้ตามหมวดหมู่เช่น Games, Entertainment, Developer Tools นะครับ เอาไว้หาแอพที่เราต้องการเป็นหมวดหมู่ โดยรูปของแอพที่โชว์อยู่ในแต่ละหมวดนั้น คือแอพที่มียอดดาวน์โหลดเยอะที่สุดนั่นเอง

และปุ่มถัดมาคือ Purcheses (แอพที่โหลดหรือสอยมาแล้วนั่นเอง) ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากตรงนี้

และอันสุดท้ายคือ Updates หรือแอพที่มีการอัพเดทเวอร์ชันต่างๆ ไม่ขอพูดถึงละกันนะครับ จบแล้วครับสำหรับการโชว์ Mac App Store ให้คนใช้วินโดวส์อิจฉาเล่น ไว้ผมเจอแอพดีๆใน Mac App Store (ที่ฟรีนะครับ เพราะผมไม่มีบัตรเครดิต) จะมาบอกกล่าวให้รู้กันนะครับ :D